Fiction Rally Side B: Part 2 (Shadow)
posted on 29 Jun 2008 22:52 by fictionfactory
“ไม่ทราบว่า... มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”
คำถามที่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น นัยน์สีเทาอมเขียวจ้องกลับไปหากแต่ก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมา ร่างสูงเอนหลังพิงโลหะเย็นๆก่อนจะเริ่มให้ความสนใจกับรองเท้าสีดำที่ขัดจนมันปลาบของตนเอง แต่แล้วเสียงขยับตัวของอีกฝ่ายก็ทำให้ต้องละสายตาออกมา
“ขอโทษนะครับ...”
เชฟหนุ่มเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มจางๆที่แต้มไว้บนริมฝีปาก “ครับ?”
“ไม่ทราบว่า... มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มผมยาวสีดำขลับถามย้ำเป็นครั้งที่สอง คราวนี้นัยน์ตาอมโศกกลับจ้องตรงมาราวกับจะเค้นคำตอบ
“เพลงของคุณเพราะมากเลยครับ...ถึงจะเป็นเพลงที่ไม่รู้จักชื่อก็ตาม” เขาสะบัดปลายชุดคลุม เครื่องแบบสีขาวของเชฟประจำโรงแรมที่ถูกขอร้องให้ใส่แทนชุดเชฟปกติไม่ค่อยจะพอดีเท่าไร ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่าชุดตัวนี้เป็นของใหม่ เนื้อผ้าแข็งด้านและสีขาวของมันเลยสะอาดเกินความเป็นจริง สำหรับคนภายนอก...มันอาจจะดูดีและมีราคาสูง หากแต่สำหรับคนที่สวมอยู่แล้ว..มันก็ไม่ต่างอะไรกับหน้ากากสวยงามที่ถูกประดับด้วยเพชรวูบวาบที่เป็นของปลอม
“ขอบคุณครับ” ญาณัชเอ่ยขอบคุณ หากแต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเพราะเรื่องแค่นี้...จะทำให้คนตรงหน้าถึงกับมายืนอยู่ในลิฟท์ตัวเดียวกันได้
“ผมเป็นเชฟของงานเมื่อครู่ เลยมีโอกาสได้ฟังเพลงของคุณตลอดทั้งงาน” ชายหนุ่มผมสีทองยาวถึงเอวแนะนำตัวทั้งที่ชุดที่สวมอยู่ก็เป็นตัวบอกได้อย่างดีอยู่แล้ว
“อาหารในงานอร่อยมากเลยครับ” ญาณัชชมกลับ เขาไม่ได้พูดโกหกเลยแม้แต่น้อย อาหารที่งานนั้นเป็นอาหารนานาชาติที่จัดออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งสีสัน ความสวยงาม และรสชาติ ไม่มีสิ่งใดย่อหย่อนไปกว่ากันเลย
“อย่างนั้นหรือครับ” คนได้รับคำชมหรี่ตาลง “คุณคิดอย่างนั้นจริงๆหรือครับ”
ทยุต...เชฟหนุ่มเจ้าของผลงานในวันนี้ทั้งหมดถามด้วยอาการนิ่งๆ ในงานเขาเห็นนักเปียโนคนนี้เดินมาตักอาหารอย่างละนิดละหน่อยในโซนของอาหารไทยก่อนจะเดินไปนั่งกินเงียบๆในที่ปลอดสายตาคน แต่มันอาจจะเป็นเหตุบังเอิญที่เขายืนประจำอยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในตอนแรกๆคนๆนี้ก็กินด้วยท่าทางที่ดูจะมีความสุขดี แต่จู่ๆก็หยุดชะงักลง และถึงแม้จะกินต่อ...สุดท้ายก็เหลืออาหารอย่างหนึ่งไว้ในจาน
“ครับ” ญาณัชย้ำอีกครั้ง เขาเห็นรอยยิ้มจางๆเริ่มเลือนหาย
ไฟสัญญาณบอกชั้นไล่ขึ้นไปตามตัวเลข เหลืออีกเพียงห้าชั้นเขาก็จะได้ออกไปจากกล่องแคบๆนี้แล้วไปอาบน้ำแช่ตัวพักผ่อนร่างกายเสียที การเล่นเปียโนเป็นสิ่งที่เขารัก...แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เหนื่อย ชายหนุ่มมองเชฟที่ยืนอยู่อีกฝั่งของลิฟท์ พอลองดูจริงๆแล้วกลับต้องทึ่งในภาษาไทยที่พูดออกมาได้ชัดเจนทั้งที่ลักษณะภายนอกดูจะเป็นชาวต่างชาติ ไหนจะสีผมที่ดูก็รู้ว่าเป็นสีธรรมชาติ แถมด้วยความสูงที่ต่างกัน และบรรยากาศรอบกายอีก
“คุณอยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้วหรือครับ ภาษาไทยของคุณชัดเจนมากเลย”
“ผมเป็นคนไทยครับ” ทยุตตอบกลับไป “ถึงจะดูแปลก...แต่ว่าผมเกิดที่นี่และโตมาที่นี่” ชายหนุ่มมองหาความประหลาดใจที่มักปรากฏในแววตายามที่เขาบอกกับใครๆว่าเขาเกิดที่นี่ นัยน์ตาเรียบจนติดจะดุมองสบตาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
ญาณัชเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย “ครับ” เขาตอบรับเพียงเท่านั้นเพราะลิฟท์ที่เคลื่อนขึ้นมาถึงชั้นสูงสุดหยุดลงเสียก่อน ชายหนุ่มกดลิฟท์ค้างให้ประตูเปิดไว้แล้วยืนชิดริมรอให้คนที่อยู่ด้วยกันออกไปก่อน
“เชิญก่อนเลยครับ” ทยุตก้าวเข้าไปยืนใกล้ๆแล้วแตะนิ้วลงไปบนปุ่มเดียวกัน โดยที่ไม่รู้ตัวท่อนแขนและร่างกายบางส่วนกลับเสียดสีกัน เขาก้มหน้ามองคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักเช่นเดียวกับญาณัชที่เงยหน้าขึ้นสบตาพอดี หลายครั้งที่เชฟหนุ่มนึกคุ้นกับใบหน้าเศร้าๆนี้...แต่นึกเท่าไรเขาก้นึกไม่ออกเสียที
“ขอโทษครับ” ชายหนุ่มพูดแล้วเบี่ยงตัวหลบ
“..ค..ครับ..” ญาณัชก้าวออกไปนอกลิฟท์ สำหรับเขาที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการอยู่กับคนแปลกหน้าตามลำพังแล้ว สถานการณ์เมื่อครู่เป็นเหตุแปลกเสียยิ่งกว่าแปลกเท่าที่เคยเจอมา กลิ่นหอมจางๆที่โชยมาตอนร่างกายใกล้ชิดกัน...มันเป็นกลิ่นอะไรกันนะ
ตามหลักแล้วอีกฝ่ายที่เป็นคนทำอาหารน่าจะมีกลิ่นของมันติดไม่ใช่หรือ แต่นี่...มันเป็นกลิ่นคล้ายน้ำหอมเจือจาง ไม่เหม็นฉุน กลิ่นอ่อนๆกลับให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
คล้ายกับกลิ่นนมอุ่นๆในถ้วยใบโต...หรือกลิ่นของเค้กอะไรสักอย่าง
“แล้วเจอกันครับ”
“อ๊ะ!?”
ญาณัชอุทานขึ้น ลิฟท์ปิดไปเสียแล้ว แถมอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ออกมาด้วย เขายืนรอครู่หนึ่งเผื่อว่าคนข้างในจะออกมา แต่ไฟสัญญาณของลิฟท์ที่ปิดหนีไปกลับบอกว่ามันเคลื่อนตัวลงไปชั้นล่าง
ชายหนุ่มเอียงคอมอง แต่สุดท้ายก็เลือกการกลับไปนอนในห้องพัก...มากกว่ายืนรอคนที่ไม่รู้จัก
...แล้วเจอกันงั้นหรือ...
ญาณัชหมุนคีย์การ์ดในมือเล่นช้าๆ...ก่อนที่จะเสียบมันเข้าไปตรงช่องด้านหน้าแล้วพาตัวเองเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตูตัดโลกภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
ลิฟท์จอดลงที่ชั้นล่างสุดอันเป็นสถานที่จัดเลี้ยงเมื่อครู่ ทยุตเดินออกมาแล้วหยุดมองงานเลี้ยง บรรยากาศหวานชื่นผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเพียงเบื้องหลังและการจัดการที่ต้องทำในระยะเวลาจำกัด เขาหยุดมองที่แกรนด์เปียโนแล้วพาลนึกไปถึงคนที่เล่นอยู่เมื่อครู่...คนที่ทำให้เขาติดใจกับการกระทำบางอย่างจนทิ้งงานในส่วนที่เหลือขึ้นลิฟท์ตามไปทั้งที่ไม่ได้มีธุระอะไรเลย
“เชฟทยุตครับ พวกหม้อฝาปิดอลูมิเนียมนี่จัดการยังไงดีครับ”
ทยุตหันไปตามเสียงเกรงๆที่เรียกชื่อเขา เชฟรุ่นน้องที่ทางโรงแรมจัดให้เป็นผู้ช่วยของเขายืนอยู่ด้วยท่าทีนอบน้อมเป็นพิเศษ
“แยกเศษอาหารแล้วก็ส่งไปทางห้องทำความสะอาดเลยแล้วกัน ผมฝากเรื่องจานชามด้วยนะ”
เขายกแขนรวบเส้นผมสีทองให้แน่นขึ้น หน้าตาทั้งหลายเป็นของงานฉันใด...ภาระเก็บล้างหลังงานก็ตกเป็นคนที่ถูกจ้างฉันนั้น เชฟระดับสูงส่วนใหญ่อาจจะกลับทันทีที่งานเลิก แต่สำหรับเขาแล้วงานทำความสะอาดก็เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำอาหารเช่นกัน ทยุตไม่เคยรังเกียจงานเก็บล้าง เขามีน้ำใจมากพอๆกับความเงียบขรึม และทุกสิ่งทุกอย่างก็ผสมผสานกันทำให้ทยุตเป็นคนที่ทุกคนให้ความเคารพ
หลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงเวลาก็ล่วงเข้าไปสู่วันใหม่ เขาเดินออกมานอกโรงแรมไปยังลานจอดรถใกล้ๆ มือใหญ่ดึงผ้าใบกันน้ำค้างออกแล้วก้าวคร่อมบนอาน เขาขี่มันออกทางด้านหน้าของโรงแรมพลางนึกห่วงสองคู่กัดที่ถูกให้เฝ้าบ้านหลายชั่วโมง ที่แฮนด์รถมีถุงใส่เนื้อไก่และซุปเนื้อที่เหลือจากงานเลี้ยงแขวนไว้อยู่ เชฟรุ่นน้องที่เลี้ยงหมาเหมือนกันเก็บแยกเอาไว้ให้ เพราะเป็นคนรักสัตว์.....เขากับคนๆนี้เลยสนิทสนมกันมากพอสมควร
ภายใต้ท้องฟ้ายามรัตติกาลที่มีหมู่ดาวพร่างพราย นัยน์ตาสีเทาอมเขียวกลับหยุดมองอยู่เพียงแสงไฟจากชั้นบนสุดของโรงแรม...
...แล้วเจอกันงั้นหรือ...
...อะไรที่ทำให้พูดออกแบบนั้นนะ...
To be continue...
โจทย์ต่อให้ฮานะ
- น้องนัทโมเอ้ (โจทย์?)
- คุณเชฟกับน้องนัทไปเจอกัน ที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้
Released
1st Fiction Rally
#1 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-29 22:57