Fiction Rally Side B: part 12 (Shadow)
posted on 01 Dec 2009 03:43 by fictionfactory in Fiction
-12-
กลิ่นหอมจางที่รวยรินออกมาจากร่างซึ่งหลับใหลด้วยพิษไข้เป็นกลิ่นที่ชวนให้อะไรบางอย่างในร่างกายปั่นป่วน ทยุตหลับตาลงช้าๆพลางดื่มด่ำไปกับกลิ่นนั้น จมูกโด่งได้รูปอยู่ใกล้ผิวแก้มร้อนผ่าวจนเกือบจะสัมผัสกันหากแต่สุดท้ายแล้วเขาก็หยุดมันไว้แค่นั้น
ไอร้อนของลมหายใจคนป่วยระบายออกมาเป่ารดปลายจมูกซึ่งนั่นก็ทำให้เชฟหนุ่มรู้สึกตัวว่าเขา “เกือบจะ” ทำอะไรลงไปแล้ว
“อันตราย....” บ่นแล้วดึงมือเรียวที่จับแขนออก มือใหญ่แตะเบาๆที่ลำคอที่เผยผิวจนถึงลาดไหล่เพื่อวัดอุณหภูมิอีกครั้งพลางคิดว่าถ้านานเข้าแล้วไข้ยังไม่ลดอีกคงได้มีการพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแน่ๆ
ชายหนุ่มเกือบจะห่มผ้าให้แล้วออกไปข้างนอกแล้วถ้าหากว่านัยน์ตาคมกริบไม่ได้สังเกตเห็นริมฝีปากบางพร่ำเรียกชื่ออาพีท...และมือที่เคยแต่กดแป้นเปียโนลูบไล้ตามผ้าปูที่นอนเหมือนหาอะไรบางอย่าง
“อาพีท...อย่าไปไหนนะ...”
ยิ่งหาไม่เจอมือนั้นก็ยิ่งกวาดไปข้างตัวอย่างกระวนกระวาย ทยุตยืนนิ่งมองการเคลื่อนไหวของมืออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินในดึงผ้าห่มนวมของตนเองมาห่มให้แล้วลงนั่งเอนตัวพิงหัวเตียงยึดพื้นที่อีกครึ่ง มือหยาบหนาสอดเข้าไปกุมมือนิ่มแล้วบีบเบาๆราวกับจะบอกว่าเขาอยู่ข้างๆ
“.........................” รอยยิ้มจางๆที่แทบมองไม่เห็นแต้มลงบนริมฝีปากบางที่แดงก่ำ ญาณัชคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็มีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น
“เด็กจริงๆ....ให้ตายสิ”
นัยน์ตาสีน้ำตาลค่อยๆกระพริบช้าๆ ญาณัชรู้สึกเหมือนมีใครมากดศีรษะเอาไว้ให้ปวด แม้จะรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่เขาก็ยังมึนศีรษะอยู่
ร่างบางรู้สึกได้ถึงใครอีกคนที่เขากอดเอาไว้ ก่อนที่จะไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มรู้สึกราวกับได้เจอพิชญ์อีกครั้ง ทว่าพิชญ์ที่เขารู้จักไม่ใช่คนตัวใหญ่ขนาดนี้
แม้จะตกใจ แต่ญาณัชก็ไม่ได้ผละหนีออกมาทันที เขาค่อยๆเหลือบตามองก่อนจะพบว่าทยุตกำลังอ่านหนังสืออยู่ - - - ร่างบางไม่เข้าใจ...
ทั้งๆที่ไม่ใช่คนสนิทกัน กลับยอมให้เขานอนกอดเอาไว้แน่นขนาดนี้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ญาณัชรู้สึกว่าการได้กอดร่างสูงเอาไว้ทำให้เขารู้สึกดี แม้จะเป็นความรู้สึกที่ยังอธิบายดีๆไม่ได้ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความสงบที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา
...ถึงจะฟังดูแปลก แต่ถ้าตัดเรื่องไข้ขึ้นออกไป ตัวเขาเองก็ไม่ได้นอนหลับสบายอย่างนี้มานานแล้ว
เด็กหนุ่มนอนนิ่ง...เขาไม่ได้รีบร้อนผละออกหรือผลักไสเหมือนนางเอกในนิยายที่ทำเป็นรังเกียจพระเอกทั้งๆที่นอนกอดมาตั้งนาน ท่อนแขนเรียวยังคงพาดผ่านบนตัก สัมผัสของร่างกายคนอื่นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเกิดกับใครก็ได้ แต่อะไรบางอย่างของความอบอุ่นที่ส่งผ่านบอกเขาว่าอย่างน้อยที่สุด ทยุตก็คงจะ “ดี” กับเขามากกว่าใครหลายๆคน
“ลุกไม่ไหวเหรอครับ?”
ประโยคที่เหมือนพูดลอยๆถามออกมาเบาๆ แต่มือที่เลื่อนหนังสือลงมาจากระดับสายตาและดวงตาที่สบกันเบาๆก็บอกให้ญาณัชรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังพูดกับตัวเขา
“....ก็...มึนหัวนิดหน่อย...ครับ” น้ำเสียงแหบพร่าที่เกิดจากการเพิ่งตื่นนอนตอบไป
ทยุตวางหนังสือคงข้างเตียงแล้วก้มตัวลงสอดแขนเข้าใต้รักแร้ยกร่างบางให้นั่งพิงเขาไว้ เขาเอ่ยขอโทษพอเป็นพิธีแล้วใช้มือใหญ่แตะที่หน้าผาก ลำคอ และข้างแก้ม
“ตัวไม่ร้อนเท่าไหร่......ไส้กรอกอย่ากระโดดขึ้นเตียง!!” พูดกับคนไม่ทันจบก็ต้องตวาดหมาที่พยายามทำตัวมีประโยชน์ด้วยการเอาขาหน้าแปะลงบนเตียงแล้วพยายามยกตัวขึ้นมา ทยุตปล่อยมือที่จับคนหันไปดันหัวกลมๆป้านๆภายใต้ขนสีทองนั้นแทน
“ที่นอนคนไม่ใช่ที่นอนหมา เข้าใจมั้ย”
“โฮ่ง!”
เสียงเห่าที่เหมือนขานรับเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนป่วย ญาณัชยื่นมือไปลูบหัวเจ้าหมาตัวโตที่ทำท่าหงอยๆ
“ไส้กรอกคนเก่ง...เป็นห่วงเหรอครับ” “คนเก่ง”ตอบรัวด้วยการเอาหัวดุนมือแถมท้ายด้วยเลียด้วยลิ้นสากๆอันเปียกชื้น
นัยน์ตาสีเทาอมเขียวมีแววไหวระริกด้วยการพยายามกลั้นหัวเราะ เจ้าหมายักษ์นี่ตัวดี...เห็นใครน่ารักหน่อยไม่ได้ชอบมาอ้อนอยู่เรื่อย ตั้งแต่คราวรวินที่ชอบแกล้งนอนทับกลิ้งไปมาหรือไม่ก็โดนรวินยกขาหน้าขึ้นมาเต้นรำ พอมาถึงญาณัชก็ทำตัวน่ารักออดอ้อนใส่ ไม่รู้ไปติดนิสัยแบบนี้มากจากไหน....
“คุณหลับไปนานเหมือนกัน...ตอนนี้ก็ค่ำแล้วด้วย หิวมั้ย”
“ผม........” ญาณัชกระพริบตาเบาๆ ไม่เชิงว่าไม่อยากกินอะไรแต่ท้องของเขาก็ไม่ได้ว่างจนต้องเรียกร้องอาหารมื้อหนักเข้ามาอีก
“...นิดหน่อยครับ...” เขาเลือกที่จะตอบอย่างประหยัดถ้อยคำแทน
“ถ้างั้นเอาเป็นพวกโจ๊กหรือซุปดีมั้ยครับ” ถ้าอาหารที่ดีต่อคนป่วยเชฟหนุ่มก็พอนึกได้แต่จำพวกนี้ ด้วยความที่ไม่ได้ป่วยมานานประกอบกับอาหารที่ทำส่วนใหญ่ก็ทำเพื่อคนในงานที่มีความสุขอย่างงานแต่งงานหรืองานฉลองเลยทำให้ในตัวคิดเมนูอื่นๆแทบจะไม่ออกเลย
“แต่ว่าก็เพิ่งกินข้าวต้มไปนี่นา...เบื่อมั้ยครับ”
ร่างสูงขยับลุกออกมายืนบนพื้นพลางดึกปลอกคอหมาตัวใหญ่ที่ส่ายหางระริกระรี้ไว้ ไม่ทันได้ทำอะไรเขาก็เห็นชิวาว่าพันธุ์จรวดที่วิ่งเข้ามาในห้องเสนอหน้าออดอ้อนไม่แพ้กัน
“ลูกชิ้น!”
พูดจบก็ย่อตัวเอามือดักหมาน้อยที่วิ่งมาเร็วจี๋ก่อนจะอุ้มขึ้นมาให้ขาวางพาดไหล่
“คุณญาณัชอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ”
“มีมาม่ารสวุ้นเส้นเย็นตาโฟไหมครับ”
“หือ?”
“คือว่า...ผมอยากกิน” คนพูดพูดเสียงอ่อน รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเชฟถ้าขอให้ทำพวกอาหารสำเร็จรูปให้กินก็คงดูแปลก
“ใส่ผักใส่หมูได้นะครับ”
“ค...ครับ”
ไม่นึกว่าจะยอมทำให้ง่ายๆ ทั้งที่เตรียมใจจะโดนบ่นว่ามาม่าไม่ดีต่อร่างกายไว้บ้างแล้ว แต่พอไม่มีคำบ่นกลับรู้สึกแปลกๆซะได้
คนป่วยส่งสายตามองคนไม่ป่วยลากหมาป่วนออกไปนอกห้องช้าๆพร้อมกับเสียงร้องประท้วงของมันจนยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
“ผมมาเรียก....ให้คุณไปทานข้าวที่อีกห้อง เดินไหวมั้ยครับ” ทยุตพูดเบาๆเหมือนเกรงใจ ตอนแรกเขาว่าจะยกชามมาที่นี่แต่ดูเหมือนว่า “น้องนัท” จะดีขึ้นแล้ว เพราะงั้นถ้าให้คนป่วยออกไปทานเองน่าจะสะดวกกว่า
“ทานที่ห้องอาหารดีกว่าครับ” อาการปวดหัวที่ยังไม่ทุเลาทำให้ร่างเล็กเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างลำบาก ญาณัชยืนขึ้นช้าตัวเซนิดหน่อยแต่ก็พยายามก้าวเท้าโดยที่ไม่พึงมือใหญ่ที่ไขว้หลังอยู่ของทยุต แต่พอออกเดินได้สองสามก้าวก็เซถลาจนคนที่บอกให้ออกไปกินข้างนอกวิ่งเข้าไปทำท่าประคองแทบไม่ทัน
“ไม่เป็นไรครับ แค่เวียนหัว” ปลายนิ้วบอบบางแตะที่ท่อนแขนแข็งแกร่งแล้วยึดเอาไว้กลายๆ ทยุตผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงยอมให้คนป่วยจับแขนเดินมาถึงโต๊ะอาหาร
บนนั้นมีมาม่าวุ้นเส้นเย็นตาโฟตามที่สั่งมาหร้อมกับผักผุ้งลวกหั่นแฉลบวางรองอยู่ข้างใต้ หมูสับที่เขาเอากรุบางๆลงในถ้วยอีกใบแล้วเอาน้ำร้อนลวกจนสุกร่อนออกมาเป็นแผ่นถูกนำมาหันเป็นชิ้นไม่เล็กนักแล้ววางลงไปบนวุ้นเส้นอีกที ทยุตปรุงรสเพิ่มนิดหน่อยจนกลมกล่อมและเอามันมาวางรอเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า
“จริงๆใส่ไข่ไปสักฟองแบบผมจะดีกว่า แต่คุณคงไม่กินหรอก ใช่มั้ย” เขาชี้ไปที่ชามซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ
“ผมกินแค่นี้แหละครับ”
.....นั่นก็หมายความว่าไม่กินเหมือนกันล่ะน่า...
ทยุตดึงเก้าอี้ออกมาแล้วประคองญาณัชให้นั่งเรียบร้อย ร่างสูงนั่งลงใกล้ๆแล้วคว้าขวดน้ำอุ่นมารินใส่แก้วพร้อมกับยาแก้ปวดหัวที่เตรียมไว้ในถ้วยเล็กดันส่งให้
“ทานยาก่อนนะครับ”
ญาณัชรับยามาแล้วใส่เข้าปากดื่มน้ำตามลงไปจากนั้นก็หยิบตะเกียบที่วางอยู่ข้างๆคีบหมูขึ้นมา
“นึกว่าคุณจะบอกว่ากินแบบเม็ดไม่เป็นเสียอีก”
“...................” ดวงตาที่เจือแววอ่อนล้ามองไปยังนัยน์ตาที่สั่นระริกซ่อนแววขำขันและมุมปากที่ยกยิ้มอย่างไม่ปิดบัง เด็กหนุ่มอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในหัวก็งุนงงจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
...เดี๋ยวสิ...
...พูดอย่างนี้มันเหมือนเห็นเป็นเด็กชัดๆ...
“ผมกินได้ครับ”
“ครับ...เห็นแล้ว”
นัยน์ตาสีเข้มของคนที่เด็กกว่าไล่สายตาไปตามแนวหยักโค้งของริมฝีปากพลางอดคิดไม่ได้ว่าหากทยุตยิ้มบ่อยๆเขาคงรู้สึกแปลกๆ...ไปบ้างนิดหน่อย เพราะว่าริมฝีปากได้รูปที่ยกขึ้นนิดๆและดวงตาที่ฉายแววยั่วล้อนั้นมันทำให้ภายในอกหวั่นไหวขึ้นมา..ทีละนิด
.....อะไรกัน....
หลังจบมื้ออาหารอาการป่วยก็ทุเลาลงมากจนญาณัชสามารถพาตัวเองไปนั่งที่โซฟาแล้วเอาชิวาว่าตัวน้อยมาอุ้มเล่นได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยท่อนแขนของคนอื่นพยุง
“ตัวเล็กตัวใหญ่เป็นกันไปหมด” เสียงทุ้มห้าวพูดประโยคปริศนาก่อนที่โซฟาข้างตัวร่างบางจะยุบลงด้วยน้ำหนักของอีกคน
“ไง...เล่นกันจนลืมกินข้าวเลยนะ โน่น...รีบๆไปกินซะเดี๋ยวก็จับอาบน้ำซะหรอก”
พอได้ยินคำว่าอาบน้ำสองหมาก็แทบวิ่งแจ้นไปอีกทาง โกลเด้นเดินนำไปก่อนพร้อมกับชิวาว่าที่วิ่งตามและวิ่งเหยียบเท้าเจ้าของพร้อมกับเผ่นแน่บไป
“คุณทยุตครับ”
“ครับ”
ใบหน้าซีดเซียวหันไปหาคนที่นั่งข้างๆ “ผมว่าน่าจะกลับบ้าน...เอ่อ...ได้เวลาแล้วมั้งครับ...”
“อ่อ” เสียงรับคำเหมือนไม่ใส่ใจ ทยุตดึงหนังยางที่รัดผมออกแล้วปล่อยให้มันแผ่สยายตกระใบหน้าหล่อเหลา
“ค้างที่นี่สิครับ..มันดึกแล้วแถมคุณยังป่วย”
“แต่ว่า.....”
“หรือว่าที่บ้านมีใครรออยู่หรือเปล่าครับ”
คำถามธรรมดานั้นเสียดแทงใจคนที่เหมือนเป็นแกะดำในครอบครัวอย่างรุนแรง....คนที่รอให้กลับไปนะหรือ..มันไม่มีมาตั้งนานแล้วตั้งแต่อาพีทจากไป การใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นไม่ต่างอะไรกับอากาศธาตุ ไม่เป็นที่สนใจ..หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือไม่มีใครอยากสนใจ...
“ผมเกรงว่าจะรบกวนคุณทยุตมากเกินไป แค่คุณทำกับข้าวให้กินก็มากเกินกว่าจะขอบคุณแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขอบคุณคุณที่มาเป็นเพื่อนกินข้าวเหมือนกัน....”
...ใช่...ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรกันมากมายแต่เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว...
ทยุตนึกแปลกใจอยู่บ้างที่ตัวเขายอมที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครสักคนที่เพิ่งรู้จักตัวจริงไม่นาน แต่ความแปลกใจนั้นมันเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะถูกเติมเต็มด้วยความสนิทสนมที่ไม่จำเป็นแม้แต่การเอ่ยปากพูด
“นอนค้างที่นี่นะครับ” ไม่ใช่คำบังคับแต่เป็นการขอร้องด้วยเสียงที่ค่อนข้างอ่อนโยน
ญาณัชได้ยินคำพูดนั้นแล้วจึงพยักหน้าอย่างไม่ยากเย็น ตัวเขาเองก็ไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องฝ่าอากาศเย็นๆตอนกลางคืนข้างนอกเพื่อกลับไปหาบ้านที่ไร้คนรอ
....ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว สู้อยู่ที่ๆมีคนคอยนั่งเป็นเพื่อนไม่ดีกว่าเหรอ...
“งั้น...ผมนอนโซฟาก็ได้ครับ..ขอแค่ผ้าห่มก็พอ”
“ไปนอนที่เตียงดีกว่า...เจ้าไส้กรอกน่ะมันชอบนอนตรงโซฟานี้” ทยุตยกเหตุผลมาอ้าง ใช่ว่าไส้กรอกจะจับจองพื้นที่ตรงนี้ในเมื่อมันมีพรมพร้อมผ้าผวยผืนนุ่มให้นอนอยู่ตรงพื้นมุมห้องแล้ว ความจริงก็คือเขาอยากจะให้คนตรงหน้าได้นอนสบายๆบนเตียง และแน่นอนว่าเตียงของเขาก็ให๋พอที่จะให้ผู้ชายสักสามคนนอนด้วยกันได้เลยด้วยซ้ำ
“ผมมานอนมันคงไม่มาทับหรอกครับ”
เรียวคิ้วสีจางของเชฟหนุ่มขมวดมุ่นขึ้น...ดื้อ...เขานึกในใจ
“จะยังไงก็ตาม...ถ้าคุณไม่สบายใจผมจะเอาหมอนข้างกั้นตรงกลางไว้แล้วกัน...”
ญาณัชเคยนึกว่าคนๆนี้เป็นคนเงียบขรึม...ทั้งจากก่อนหน้านี้และบุคลิกท่าทางที่ไม่น่าจะพูดเล่นหัวกับใครนอกจากหมาของตัวเองและคนในโทรศัพท์ได้
....แต่ที่จริงกลับเป็นคนที่กวนมากกว่าที่คิดเสียอีก....
...ยังมีอะไรที่จะชวนให้แปลกในในตัวคนๆนี้อีกหรือเปล่านะ....
กี๊ส--- คลอดแย้วล่ะ นานใช่ม้า/ยืดอก
(/โดนคุณฮานะตบ)
ได้คุณฮานะมาช่วยตรงน้องนัทโมเอ้ตื่นนอนด้วย อั๊ง เค้าไม่ใช่โมเอ้แฟกเตอร์เค้าเขียนโมเอ้ไม่เป็น >< ขอบคุณมากๆฮ่ะ
ม่ะ โยนโจทย์....
- น้องนัทนอนกอดคุณเชฟอย่างโมเอ้
- คุณเชฟลวนลามได้ตามแต่ที่แม่น้องนัทอนุญาต
- แต่ว่าแม่น้องนัทต้องอนุญาตเยอะๆนะคะ อั๊ง
Released
News' Log